"ขี่มอไซค์ที่อินเดีย Manali to LEH 15 วันบนแดนสวรรค์"

เมื่อวันที่ 16-30 มิถุนา 2559 ผมได้ไปขี่รถที่อินเดียตอนเหนือครับ เริ่มจาก Manali ไป Leh ครับ

-ถนนจาก Manali – Leh เป็นถนนที่มีวิวสองข้างทางสวยแบบเหลือเชื่อ จนผมบอกกับเพื่อนๆว่าที่มันคือสวิสเซอร์แลนด์แดนภารตะ ภูเขาสีเขียวที่บนยอดปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งสีขาวๆ มันช่างสวยงามและยิ่งใหญ่อย่างเหลือเชื่อ

ถนนของ Manali ไป Leh เป็นทางลูกรัง 80% และโค้งไปโค้งมา คนที่เดินทางด้วยรถยนต์ก็เมารถอ๊วกแตกกันเป็นแถวเลย แต่สำหรับผมที่ใช้มอไซค์กลับรู้สึกสนุกสนานไปตลอดทาง วิวสองข้างทางและถนนที่คดเคี้ยวไม่ได้ทำให้ผมเมารถ แต่กลับทำให้ผมยิ้มอย่างมีความสุข

ทริปมอไซค์ของเราเริ่มจาก Manali – Keylong – Sarchu – Leh – Pangong – Nubra – Hunder – Kardungla – Leh ครับ


การเดินทางเริ่มต้นจาก

Manali – Keylong : ระยะทาง 115 กิโลเมตร โดยจะใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ถนนช่วงนี้เป็นถนนที่จะผ่านภูเขาที่มีต้นไม้เขียวๆให้เห็น ดูชุ่มชื้นสวมงามและชื่นใจสุดๆเลย ความสวยงามของแต่ละช่วงก็จะแตกต่างกันไป เส้นทางที่เหลือจากนี้ก็จะเป็นภูเขาแห้งๆสีน้ำตาล มีแต่หิน ดิน ทราย และรถจะไปติดตรง Rohtang Pass เยอะสุดครับ รถก็เลยจะแออัดกันอยู่ช่วงนี้ พวกผมใช้เวลาออกจาก Manali ประมาณเที่ยงถึง Keylong ช่วงค่ำ

Keylong เป็นเมืองเล็กๆเท่าที่ดูไม่มีอะไรน่าสนใจครับ ที่ดูๆก็เหมือนจะเป็นจุดแวะพักผ่อนของนักท่องเที่ยวก่อนเดินทางในวันรุ่งขึ้นซะมากกว่า ที่นี่มี hotel หลายที่ให้เลือกพักเลยครับ ถูกใจที่ไหนก็ลองใช้บริการดูครับ ราคาก็ไม่แพงมากครับห้องสองคนอยู่ที่ไม่เกิน 1200 บาทครับ ซึ่งถือว่าไม่แพงเลย

Keylong – Sarchu : หลังจากพักที่ Keylong จนอิ่มแล้วเช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราก็ออกเดินทางช่วงประมาณ 11 โมงเช้า เพื่อไป Sarchu ครับ ระยะทางประมาณ 95 กิโลเมตร ถือว่าใกล้กว่ารอบที่แล้ว เส้นทางมีทั้งดีและไม่ดีสลับกัน ถนนเส้นนี้ผ่านทางเขาสวยๆแห้งๆมาตลอดทาง และเราก็มาถึง Sarchu ในช่วงหัวค่ำ ที่พักที่ Sarchu ส่วนใหญ่จะเป็น camp เพื่อเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยว เพราะถ้าออกจาก keylong ก็จะมาถึง Sarchu ก่อนค่ำพอดี ซึ่งก็ควรจะหยุดพักที่นี่แหละกำลังดีไม่เหนื่อยจนเกินไป เพราะถ้าไม่พักตรงนี้ก็ต้องไปต่ออีกเป็นร้อยโลครับ กลัวว่าจะขี่กันไม่ไหว และถ้าจะไม่พักที่นี่ก็คงต้องออกจาก Keylong กันแต่เช้ามืดเลยล่ะ ก็จะดูเหนื่อยเกินไปสำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนอากาศที่ Sarchu หนาวมากแถมลมแรงอีกต่างหาก กลางคืนเลขตัวเดียวครับ ขนาดนี่เรามากันในหน้าร้อนกลางคืนยังวัดได้ประมาณ 5-7 องศา และที่นี่ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ของนักท่องเที่ยวเลย เนื่องจากความสูงระดับ 4500 ม. จากระดับน้ำทะเล ถ้าคนไหนมีอาการแพ้ความสูงก็จะเริ่มที่นี่เป็นจุดแรกครับ ซึ่งผมนี่แหละครับเริ่มมีอาการ Acute Mountain Sickness ( AMS ) เป็นคนแรกและเป็นหนักที่สุดคือปวดหัวรุนแรงมากและหนาวสั่นไปทั้งตัว และก็ทยอยเป็นกันตามมาเรื่อยๆจนเกือบทุกคน ที่พักที่เราพักก็จะเป็นเต็นท์ผ้าใบ มีห้องน้ำเป็นส้วมชักโครกในตัว พวกผมพัก Dorjee Camp ครับ นอนหลับๆตื่นๆทั้งคืน เพราะไม่ชินกับสภาพอากาศที่เบาบางของที่นี่ครับ

Sarchu – Leh : หลังจากพักที่ Sarchu 1 คืน จุดหมายของเราต่อไปก็คือ Leh นั่นเอง ซึ่งเราต้องขี่รถเป็นระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร โดยต้องออกเดินทางแต่เช้าเพราะระยะทางค่อนข้างไกล พวกเราตกลงเดินทางในตอนเช้าตรู่ล้อหมุนตอน 7 โมงเช้า เส้นทางนี้เป็นการเดินทางยาวที่สุดเพราะกว่าจะถึง Leh ก็ 5 ทุ่มพอดีครับ ใช้เวลาเดินทางถึง 16 ชั่วโมง เส้นทาง Sarchu – Leh จะมีช่วงนึงที่เป็นพื้นที่โล่งๆๆๆไกลสุดลูกหูลูกตามองแล้วสวยมากครับ ถนนที่ผ่ากึ่งกลางของที่โล่งๆ วิวสวยๆแถมถนนดีอีกต่างหาก ตรงนี้พวกเรา “บิดหมดปลอกครับ” มันส์สุดๆ แต่หมดปลอกนี่คือวิ่งเร็วสุดแค่ 90 กว่าๆนะ 555555+ Royal Enfield 350cc ในสภาพอากาศที่เบาบางวิ่งได้แค่ประมาณนี้แหละครับ

ช่วงไฮไลท์อีกช่วงคือผ่าน Taglang La ซึ่งเป็นถนนที่ถือว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ไฮไลท์ไม่ได้อยู่ตรงที่ขับผ่านครับ มันอยู่ตรงที่มอเตอร์ไซค์คันนึงยางแตกบนจุดนี้ครับ และอาการปวดหัวจาก AMS เริ่มจัดหนักกับทุกคนอีกเช่นเคยหนักบ้างเบาบ้างสลับกันไป หนักหน่อยก็ลงไปนอนสั่นอยู่ข้างทาง เบาหน่อยก็มีอาการมึนหัวเวียนหัวหน้ามืดคล้ายจะเปนลม ตรงนี้เราเสียเวลาไปประมาณ 3 ชั่วโมง กับการปะยางสุดโหด เพราะอากาศที่หนาวจัดบน Taglang La ทำให้ช่างของเราไม่สามารถงัดยางได้ด้วยตัวคนเดียวครับ ต้องช่วยกันจับล้อกันถึงสามคนเลย เพราะอากาศมันเย็นจนขอบยางแข็งมากจนงัดไม่ออก เหล็กงัดยางนี่เด้งแทบจะตีใส่หน้าคนงัดต้องระวังดีๆเลย แถมเรางัดพลาดไปโดนยางในแตกไปสองเส้น กว่าจะเติมลมได้ก็เส้นที่สาม แต่โอ้วว ซวยอะไรขนาดนี้ สูบลมพวกเราดันพังอีก แต่โชคดีที่เรายืมสูบของนักท่องเที่ยวมาได้ครับ เราไปถึงจุดหมายของเราคือ Leh เวลาประมาณ 5 ทุ่ม ถึงจุดนี้บอกเลยครับว่าแต่ละคนไม่ค่อยสู้ดีนัก ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนของเล่นที่ถ่านใกล้จะหมด อ่อนแรง นอนสลบกันถ้วนหน้าครับ

Leh :  อากาศที่นี่เย็นกำลังสบายๆ พวกเราวางแผนพักที่นี่ 3 คืน โดยตอนแรกมีแผนจะเที่ยวตรงนี้ตรงนู้นใกล้ๆแบบไปกลับ เช่น Shanti Stupa , Magnetic Hill แต่ก็ต้องเปลี่ยนแผนครับ เพราะผมเอง ที่ปวดหัวหนักจนหมดสภาพมาตั้งแต่ Sarchu แต่ก็ยังทนปวดหัวมาได้ถึง leh และแอดมิทเข้าโรงพยาบาลครับ หลังจากเช็คทำให้ทราบว่า oxygen ในเลือดต่ำมาก ต่ำถึงประมาณ 50 กว่าๆ ซึ่งคนปกติต้องมีประมาณ 98 พอหมอวัดออกซิเจนออกมาได้ค่าเท่านี้หมอก็จับมือมาดูเล็บ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดคือเล็บเป็นสีม่วง ก็คืออาการหนักพอสมควร เอ็กซเรย์แล้วผลออกมาคือเจอน้ำในปอดจากอาการแพ้ความสูงนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นความรุนแรงระดับ 2 จาก 3 หมอให้นอนจนกว่าอาการจะดีขึ้นครับ เพื่อนๆผมก็เลยไปเที่ยวในเมือง ตลาด และไปกลับ Shanti Stupa โดยทิ้งผมไว้ที่โรงพยาบาล

------------------------------------------------------------------------------------------

รายละเอียดเส้นทาง ช่วงสอง Leh – Pangong – Leh

ช่วงนี้ที่เราต้องเปลี่ยนรถและเช่าจากอีกเจ้า เราต้องเช่ารถจี๊บ 4 ล้อ ขับตามแล้วให้ผมกอดถังออกซิเจนนั่งบนรถไปแทนครับ เพราะผมขับมอเตอร์ไซค์ไม่ไหวแล้วครับ

Leh – Pangong : เราออกจาก Leh ประมาณ 10 โมงเช้า ขับเจอถนนแย่ๆเหมือนเดิม แต่ว่าวิวสองข้างทางตรงนี้สวยมาก มีทุกอย่างที่เราอยากเห็น ทั้งทุ่งหญ้า หิมะ ลำธาร และภูเขาหินที่ปลายยอดมีหิมะปกคลุม ซึ่งวิวสวยนี้ๆมีตลอดการเดินทางเลยครับ และเราก็มาถึง Pangong lake ช่วงเย็นครับตอนพระอาทิตย์ตกพอดี ได้ถ่ายรูปนิดหน่อยแล้วก็เข้าพักครับ อากาศเย็นมากพอๆกับที่ Sarchu และเราพักกันที่นี่ 1 คืนครับ

Pangong – Nubra : ก่อนที่จะออกเดินทาง เราไปเที่ยวดู Pangong Lake และถ่ายรูปอยู่นานเลยครับ ผมถือว่า Pangong Lake เป็นที่ที่สวยที่สุดตลอดทริปแล้ว หลังจากถ่ายรูปชมความสวยของ Pangong Lake แล้วถึงออกเดินทางไป Nubra Valley เส้นนี้เป็นเส้นทางใหม่ครับ โดยเราจะไม่กลับไปที่ LEH แต่เราจะวิ่งเป็นวงกลมผ่านถนนที่ชื่อว่า Shyok

(ไม่รู้ใหม่ยังไงเหมือนกัน แต่เหมือนไม่ค่อยมีใครใช้เส้นนี้มั้ง โดยเท่าที่ได้ยินมาตอนแรกว่าทางแย่มากกกก ) เส้นทางเลียบแม่น้ำ โดยปกติการที่เราไป Pangong Lake แล้วจะไปต่อ Nubra Valley เราต้องกลับมาทางเดิมเกือบถึง Leh แล้วค่อยตัดเข้าทางที่จะไป Nubra แต่นี่เราไม่ต้องกลับไปที่ LEH แต่เราสามารถขับขึ้นไป Nubra Valley ได้เลย ทางช่วงแรกๆก็ถือว่าดีครับจนแอบสงสัยว่าไม่ดียังไง พอพูดเสร็จเท่านั้นแหละเจอเลยครับแย่จริงๆ บางช่วงเป็นถนนหินก้อนโตๆที่เขาปูบนถนนก่อนเอารถเหยียบบด หินคมจนผมหวั่นใจ กลัวว่ายางจะแตกเอามากๆ แต่เราก็ไปถึง Nubra Valley ประมาณ 4 หรือ 5 โมงเย็นมั้ง และพักที่นี่ 1 คืนโดยทุกคนปลอดภัย

Nubra – Hunder : ระยะทางแค่ 55 กิโลเมตร เท่านั้นเอง ใกล้มากๆ และจะไปพัก Hunder เพื่อไปขี่อูฐสองหนอกที่มีที่นี่ที่เดียวในโลกครับ

Hunder – Khardungla – Leh : วันสุดท้ายของทริปนี้ และเป็นการเดินทางที่น่าจดจำอีกวันเพราะวันนี้เราเดินทางขึ้นบนถนนที่สูงที่สุดในโลกนั่นก็คือ Khardungla Top ครับ ครึ่งแรกทางยังดีอยู่ครับแต่พอครึ่งหลังนี่ ทางแย่มากกกก แย่แบบแทบไม่อยากนั่งขี่เลย ยืนขับยาวๆ การได้มาที่นี่ทำให้รู้สึกเหมือนได้พิชิตจุดหมายของทริปนี้เหมือนได้จบทริปอย่างสวยงาม แต่จริงๆแล้วถ้าพูดถึงด้านทัศนียภาพที่นี่เฉยๆครับ ที่ Tanglangla สวยกว่ามากมาย แต่เรามาถึงตรงนี้แล้วถ้าจะไม่มาพิชิตยอดถนนที่สูงที่สุดในโลกมันก็เหมือนกับเรามาไม่ถึงล่ะครับ แล้วเราจะพลาดได้ไง

ปล.สุดท้ายแล้วอยากจะฝากเพื่อนๆทุกคนที่จะมาเที่ยวที่ LEH ว่าการเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการวางแผน เช่ารถจากที่ไหน พักที่ไหน จะเตรียมรับมือกับอาการแพ้ความสูงยังไง มียากินมั้ย เช่าถังออกซิเจนหรือยัง สำคัญที่สุด เพราะถ้าคุณแพ้ความสูงขึ้นมาวิวที่สวยที่สุดตรงหน้ามันจะไร้ค่าในทันที และเรื่องความหนาวที่ต้องทำการบ้านด้วยว่าจุดไหนหนาวขนาดไหน เสื้อผ้าอุ่นพอมั้ย ฉะนั้นการเตรียมตัวและวางแผนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการมาที่ LEH ครับ